วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ 2562

บันทึกครั้งที่12

ความรู้ที่ได้รับ
❤️ไฮสโคป
แนวคิดสำคัญ
     แนวการสอนแบบไฮสโคปเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย  ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับการพัฒนาการของเด็กและการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น
การเรียนการสอน
การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป เป็นการสร้างองค์ความรู้จากการที่เด็กได้ลงมือจัดกระทำกับอุปกรณ์ หรือสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นประสบการณ์ตรง  โดยที่ครูจะเป็นคนเตรียมอุปกรณ์ให้กับเด็กและกระตุ้นให้เด็กพัฒนาและดำเนินกิจกรรม โดยใช้หลักปฏิบัติ 3  ประการ  คือ
 -  การวางแผน ( Plan ) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติหรือดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย  มีการสนทนาระหว่างครับเด็ก  ว่าจะทำอะไร อย่างไร  การวางแผนกิจกรรมอาจจะใช้แสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็ก  เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือก และตัดสินใจ
 -   การปฏิบัติ ( Do ) คือการลงมือกระทำตามแผนที่วางไว้  เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา  ตัดสินใจและทำด้วยตนเอง  เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพัธ์ทางสังคมสูง
 -   การทบทวน ( Review ) เป็นช่วงที่ได้งานตามจุดประสงค์  ช่วงนี้จะมีการอภิปรายและเล่าถึงผลงานที่เด็กทำเพื่อทบทวนว่า เด็กสามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้หรือไม่  มีการเปลี่ยนแปลงแผนอย่างไร  และชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแผนกับการปฏิบัติ  และผลงานที่ทำรวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับ

สรุป
    การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป  สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ได้ทุกกิจกรรม เพราะกระบวนการและวิธีการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กเปิดกว้างมีการคิดการปฏิบัติ ตามวงจรของการวางแผน  การปฏิบัติ และการทบทวน ( plan-do-review cycle ) เมื่อทำกิจกรรมแล้วเด็กสามารถที่คิดกิจกรรมอื่นต่อเนื่องได้ตามความสนใจ  จุดสำคัญอยู่ที่ประสบการณ์การเรียนรู้ ( Key  experience ) ที่เด็กควรได้รับระหว่างกิจกรรม  ซึ่งครูต้องมีปฏิสัมพันธ์และกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมให้มากที่สุด
    การเรียนการสอนทุกรูปแบบต่างก็ส่งผลต่อเด็กในการเรียนรู้  แต่สิ่งที่มุ่งหวังให้เด็กได้รับอย่างน้อยต้องส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย  อารมณ์-จิตใจ  สังคมและสติปัญญา เพื่อการเรียนรู้ที่ดีและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้มีความคิดอิสระสร้างสรรค์  ริเริ่ม  ซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนแต่ละรูปแบบจะมีจุดเน้นสำคัญของรูปแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะของรูปแบบนั้นๆ
    ครู คือบุคคลที่จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ  หากรูปแบบการเรียนการสอนที่มีความสอดคล้องภาวะการเรียนรู้ของเด็กและครูมีความเข้าใจในรูปแบบการเรียนการสอน ก็จะเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็กมากยิ่งขึ้น
❤️❤️ทักษะ EF คือ กระบวนการทางความคิดในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทำ เป็นความสามารถของสมองที่ใช้บริหารจัดการในชีวิตเรื่องต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิต รู้จักวางแผน มีความมุ่งมั่น จดจำสิ่งต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งรู้จักริเริ่มลงมือทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน
มีดังนี้
  • มีความจำดี มีสมาธิจดจ่อสามารถทำงานต่อเนื่องได้จนเสร็จ
  •  รู้จักการวิเคราะห์ มีการวางแผนงานอย่างเป็นระบบ ลงมือทำงานได้ และจัดการกับกระบวนการทำงาน จนเสร็จทันตามกำหนด
  •  นำสิ่งที่เคยเรียนรู้มาก่อนในประสบการณ์มาใช้ในการทำงานหรือกิจกรรมใหม่ได้
  •  สามารถปรับเปลี่ยนความคิดได้ เมื่อเงื่อนไขหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป ไม่ยึดติดตายตัว จนถึงขั้นมีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบได้
  •  รู้จักประเมินตนเอง นำจุดบกพร่องมาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นได้ 
  •  รู้จักยับยั้งควบคุมตนเองไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมแม้จะมีสิ่งยั่วยวน
  •  รู้จักแสดงออกในครอบครัวในห้องเรียน กับเพื่อน หรือในสังคมอย่างเหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่การรู้จักเคารพผู้อื่น อยู่กับคนอื่นได้ดี ไม่มีปัญหา
  •  เป็นคนที่อดทนได้ รอคอยเป็น มีความมุ่งมั่นพร้อมความรับผิดชอบที่จะไปสู่ความสำเร็จ


ฐานของทักษะEF ที่แข็งแกร่งมีความสำคัญยิ่งกว่าการรู้จักตัวเลขหรือตัวหนังสือ เมื่อเด็กได้รับโอกาสพัฒนา EF ทั้งตัวเด็กเองและสังคมได้รับประโยชน์ จะช่วยสร้างพฤติกรรมเชิงบวกและเลือกตัดสินใจในทางที่สร้างสรรค์ต่อตัวเอง และครอบครัว หากเด็กมีทักษะ EFs เขาจะมีความสามารถในการคิด
ทักษะ EF ที่สำคัญมีทั้งหมด 9 ด้าน
1.ทักษะความจำที่นำมาใช้งาน (Working Memory) คือทักษะจำหรือเก็บข้อมูลจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และดึงมาใช้ประโยชน์ตามสถานการณ์ที่พบเจอ เด็กที่มี Working Memory ดี IQ ก็จะดีด้วย
2.ทักษะการยับยั้งชั่งใจ-คิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) คือความสามารถในการควบคุมความต้องการของตนเองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เด็กที่ขาดความยับยั้งชั่งใจจะเหมือน “รถที่ขาดเบรก” อาจทำสิ่งใดโดยไม่คิด มีปฏิกิริยาในทางที่ก่อให้เกิดปัญหาได้

3.ทักษะการยืดหยุ่นความคิด (Shift Cognitive Flexibility) คือความสามารถในการยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ยึดตายตัว

4.ทักษะการใส่ใจจดจ่อ (Focus) คือความสามารถในการใส่ใจจดจ่อ มุ่งความสนใจอยู่กับสิ่งที่ทำอย่าง ต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง
5.การควบคุมอารมณ์ (Emotion Control) คือ ความสามารถในการควบคุมแสดงออกทางอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เด็กที่ควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่ได้ มักเป็นคนโกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว และอาจมีอาการซึมเศร้า
6.การประเมินตัวเอง (Self-Monitoring) คือการสะท้อนการกระทำของตนเอง รู้จักตนเอง รวมถึงการประเมินการงานเพื่อหาข้อบกพร่อง
7.การริเริ่มและลงมือทำ (Initiating) คือ ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำตามที่คิด ไม่กลัวความล้มเหลวไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
8.การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ (Planning and Organizing) คือทักษะการทำงาน ตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย การวางแผน การมองเห็นภาพรวม ซึ่งเด็กที่ขาดทักษะนี้จะวางแผนไม่เป็น ทำให้งานมีปัญหา
9.การมุ่งเป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) คือ ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย เมื่อตั้งใจและลงมือทำสิ่งใดแล้วก็มีความมุ่งมั่นอดทนไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆก็พร้อมฝ่าฟันให้สำเร็จ

ประเมินตนเอง : ตั้งใจฟัง

ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจฟัง

ประเมินอาจารย์ผู้สอน : อาจารย์อธิบายได้เข้าใจ

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ 2562



บันทึกครั้งที่11

ความรู้ที่ได้รับ
วันนี้เรียนเกี่ยวกับ เด็กมีประสบการณ์ด้วยการลงมือทำผ่านประสาทสัมผัสทั้ง5 นั้นคือการเล่น เพราะการเล่นคือวิธีการเรียนรู้ของเด็ก เมื่อการที่เด็กได้เล่นเด็กประสบการณ์จะถูกบันทึกและ Assimilate รับรู้ และส่งไปยังสมองความรู้เกิดการทับซ้อนกันเกิด Accomodation
ความรู้+ความจำ = การนำไปใช้จะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงคือการเรียนรู้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
👉 การจำเพื่อใช้งานและเกิดประสิทธิภาพ (workking memmory) เป็นทักษะพื้นฐานของ EF
💿การสอนแบบ High scope เวลาเด็กทำศิลปะไม่ควรเร่งรีบเด็กในการทำกิจกรรมพอจะไปปิดกั้นการจินตนาการของเด็กได้
👉 การจัดประสบการณ์เสรี + การจัดศิลปะ
👉 การเล่นเป็นวิธีการเรียนรู้ ประสาทสัมผัสทั้ง 5
👉 ความรู้ที่ได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

👉 มุมที่ควรจัดในห้องเรียนพื้นฐาน มี 5 มุมพื้นฐาน ดังนี้
  1. มุมบล็อก
  2. มุมภาษา
  3. มุมนิทาน
  4. มุมของเล่น
  5. มุมศิลปะ
👉 พื้นที่ 5 ส่วนในการจัดห้องเรียนแบบไฮสโคป
  1. พื้นที่ครู
  2. พื้นที่กว้างๆ เช่น การเล่นกลุ่มใหญ่
  3. พื้นที่ส่วนตัวของเด็ก
  4. พื้นที่จัดกิจกรรมกลุ่มย่อยๆสำหรับทำศิลปะ 
  5. พื้นที่จัดมุมเสริมประสบการณ์
👉 3ประการ
  • Plan = การวางแผนว่าจะทำอะไร
  • Do = ลงมือทำตามแผน
  • Review = ทบทวน
👉 นักทฤษฎีที่สำคัญในหลักสูตรไฮสโคป
  • เพียเจย์
  • จอนห์ดิวอี้
  • อิริคสัน
  • ไวก็อตกี้
👉 การแก้ปัญหาแบบไฮสโคป
  • สงบจิตใจตนเอง
  • รับรู้อารมณ์ของเด็ก
  • ถามว่าเกิดอะไรขึ้น
  • จะทำอย่างไรกันดี
  • ลงมือทำตามแผนที่วางไว้





ประเมินตนเอง : ตั้งใจฟัง เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจฟังและให้ความร่วมมือทำกิจกรรม
ประเมินอาจารย์ผู้สอน : อาจารย์จินตนาอธิบายการสอนแบบไฮสโคปได้เข้าใจค่ะ

วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ 2562

บันทึกครั้งที่10
 ความรู้ที่ได้รับ
      อาจารย์จินตนาได้เชิญวิทยากร ผศ.ดร. กรรณิการ์ สุขสม มาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำสารนิทัศน์
👉 สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย ( Documentation for young Children )
หมายถึงการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เป็นร่องรอยของการเจริญเติบโตและพัฒนาการ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะจะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึง พัฒนาการของเด็ก


👉 กระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาครูโดยใช้วิธีการไตร่ตรองสารนิทัศน์
  1. ประสบการณ์และการปฏิบัติของบุคคล
  2. การเก็บรวบรวมหลักฐาน ต่างๆ (สารนิทัศน์)
  3. การทบทวนสะท้อนความคิด เพื่อปรับปรุงหรือ วางแผน(การไตร่ตรอง)
  4. การปฏิบัติที่สะท้อนความรู้ความเข้าใจ
👉 รูปแบบของการไตร่ตรองสารนิทัศน์
  1. หลักฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก
  2. หลักฐานเกี่ยวกับการสอนของครู

👉 กิจกรรมหลัก 4 กิจกรรมของกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการไตร่ตรองสารนิทัศน์
  1. กิจกรรมการเก็บรวบรวมหลักฐาน
  1. กิจกรรมแบบไตร่ตรองสะท้อนความคิด
  2. กิจกรรมการนำเสนอความก้าวหน้าในการเรียนรู้
  3. กิจกรรมประชุมกลุ่มย่อยและประชุมกลุ่มใหญ่
👉 ประเภทของสารนิทัศน์
  1. บทสรุปโครงการ
  2. การสังเกตพัฒนาเด็กบันทึกพฤติกรรมเด็ก (บันทึกสั้น)
  3. Portfolio ภาพถ่ายและสะท้อนพัฒนาการเด็ก
  4. ผลงานเด็กรายบุคคล
  5. ผลงานเด็กแบบกลุ่ม
  6. การสะท้อนตนเอง
👉 บทบาทครูกับจัดประสบการณ์ส่งเสริมการคิด
  1. การใช้จิตวิทยา
  2. การคิดริเริ่มการจัดกิจกรรม
  3. การมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก
  4. การใช้คำถามกับเด็ก
👉 การประเมินพัฒนาการทางการคิดของเด็กปฐมวัย
  1. ประเมินตามสภาพจริง ได้แก่
  • ประเมินพฤติกรรมที่แสดงออก
  • ประเมินผลงานและชิ้นงาน

   2.ประเมินโดยการทดสอบโดยใช้แบบวัดแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ของทอแรนซ์ ของเจอร์ลัล เออร์บัล เป็นต้น

👉 การใช้ผังกราฟิกเพื่อพัฒนาการคิดของเด็กปฐมวัย
รูปแบบของการแสดงออกทางความคิดที่สามารถมองเห็นและอธิบายได้อย่างเป็นระบบชัดเจนซึ่งประกอบไปด้วยความคิดหรือข้อมูลที่สำคัญที่เชื่อมโยงกันในรูปแบบต่างๆ ทำให้เห็นโครงสร้างของความรู้หรือเนื้อหาสาระนานๆและเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียน จากข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ให้เป็นระบบระเบียบง่ายต่อการทำความเข้าใจและช่วยให้จดจำได้นาน








ประเมินตนเอง ตั้งใจฟัง ผศ.ดร. กรรณิการ์ สุขสม เข้าตรงเวลาทั้งเช้าและบ่าย
ประเมินเพื่อน เพื่อนๆตั้งใจฟัง บางคนมีธุระก็อยู่ได้แค่ภาคเช้า
ประเมินอาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนาฟังและคอยให้คำแนะนำเพิ่มเติม

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562


บันทึกครั้งที่9

     วันนี้ดิฉันไม่ได้ไปเรียนเนื่องจากหมอที่โรงพยาบาลราชวิถีนัดตรวจเลือดหาเชื้อไข้เลือดออกแต่ก็สอบถามเพื่อนว่าเรียนอะไรไปบ้าง บันทึกครั้งนี้คัดลอกจากนางสาวอรอุมา ศรีท้วมอาจารย์จินตนาอธิบายการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ในหน่วยต่างๆหัวข้อแตกเป็นย่อยๆ คือ การวิเคราะห์หัวเรื่อง โดยใช้ Mind Mapจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังพอได้แล้วนำมาออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน
           👉 การหวังผล คือ การตั้งจุดประสงค์
          👉 การเล่น คือ ประสบการณ์สำคัญ
              👉 การเรียนรู้ คือ การให้เด็กลงมือกระทำ
 👉 การศึกษาแบบองค์รวม (holistic education) หมายถึง การพัฒนามนุษย์และการจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงมิติอันหลากหลายของบุคคล ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา การรู้คิด 

👉 เกมการศึกษา เช่น เกมลอตโต,ภาพตัดต่อ,จับคู่,จิกซอร์,โดมิโน,เรียงลำดับ,เกมสัมพันธ์เนื้อหา,อนุกรม,จัดหมวดหมู่,เกมความสัมพันธ์ 2 แกน,พื้นฐานการบวก

 👉 อาจารย์จินตนาให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มทำกิจกรรม วาดภาพแหล่งน้ำที่มีชื่อเสียง มองเเล้วรู้ว่าคือเเม่น้ำสายไหน อยู่ที่ไหน

👉 ขั้นนำในการสอน การใช้เพลง ,คำคล้องจอง,ปริศนาคำทาย,นิทาน เข้ามาช่วยในการสอน

           


      




วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562



บันทึกครั้งที่8
ความรู้ที่ได้รับ
👉 อาจารย์ให้นักศึกษานำเสนอ
     รูปแบบการสอนต่างๆ 
👉 เรื่องไฮสโคป (High Scope) 

     เป็นการสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น โดยการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่าง ๆ อย่างอิสระ ซึ่งตรงตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Theory) ของเปียเจต์ (Piaget) นักการศึกษาที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ความสำคัญในด้านพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน จะเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) เพราะเด็กจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงทำให้เกิดความคิด  ความรู้  ความเข้าใจ และรู้จักลงมือแก้ปัญหาด้วยตนอง

👉 ไฮสโคป (High Scope) ใช้หลักปฏิบัติ 3 ประการ คือ
    1. การวางแผน (Plan) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ หรือการดำเนินงานตามงานที่ได้รับมอบหมายหรือสิ่งที่สนใจด้วยการสนทนาร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ว่าจะทำอะไร อย่างไร การวางแผนกิจกรรมนี้เด็กอาจแสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กหรือบอกให้ครูบันทึก เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือกและตัดสินใจ
    2. การปฏิบัติ (Do) คือ การลงมือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ และทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระตามเวลาที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสม เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูงฃ
    3. การทบทวน (Review) เด็ก ๆ จะเล่าถึงผลงานที่ตนเองได้ลงมือทำเพื่อทบทวนว่าตนเองนั้นได้ปฏิบัติงานตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การทบทวนจุดประสงค์ที่แท้จริงคือ ต้องการให้เด็กได้เชื่อมโยงแผนการปฏิบัติงานกับผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง


👉 จุดเด่นของแนวการสอนไฮสโคป (High Scope)
การจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ ในเมื่อหลักการของแนวนี้คือ

    1. พื้นที่ ต้องมีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อให้เอื้อต่อการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือกระทำ มุมสำคัญที่ควรมี คือ มุมศิลปะ มุมหนังสือ มุมบ้าน มุมวิทยาศาสตร์ มุมบล็อก
    2. วัสดุอุปกรณ์ สื่อการเรียนและอุปกรณ์ต้องมีมากพอ และหลากหลาย เพื่อช่วยให้เด็กได้เรียนรู้พัฒนาแผนการทำงาน และดำเนินการตามแผน
    3. การจัดเก็บ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เกี่ยวกับวงจรการค้นหา-ใช้-เก็บคืน ดังนั้น การจัดวางสิ่งของในห้องเรียนก็ต้องเอื้อให้เด็กได้เรียนรู้ด้วนตนเอง ครูต้องจัดวางอุปกรณ์ให้เด็กสามารถค้นหาได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย เด็กสามารถหยิบมาใช้และเก็บคืนได้เอง กระบวนการทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จัดสังเกต เปรียบเทียบ มีความรับผิดชอบและช่วยเหลือ


👉 Project Approach (การสอนแบบโครงการ) 
     เป็นการเรียนที่มุ่งเน้นให้เด็กมีส่วนร่วมและกระตุ้นให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่เด็กสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก และตอบสนองตามความต้องการที่หลากหลายของเด็ก ๆ โดยเป็นกิจกรรมเชิงปฏิบัติที่เน้นให้เด็กลงมือทำได้ด้วยตัวเอง การสอนแบบโครงการนี้ถือเป็นเครื่องมือการสอนที่ดีอย่างยิ่งสำหรับคุณครู เพราะจะแสดงให้เห็นถึงสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่แนวคิดในเรื่องแห่งความเป็นจริง การตั้งคำถามจากความสนใจที่แท้จริง และการค้นหาคำตอบในเชิงลึกของเด็กในหัวข้อหรือเรื่องที่เด็กสนใจ แล้วยังส่งเสริมทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผ่านการสำรวจ การสืบค้น การจดบันทึก และการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ตามเรื่องที่เด็กสนใจ ผ่านประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย ตลอดจนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะที่สรุปออกมาเป็นชิ้นงาน

การเรียนรู้แบบ Project Approach แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 : การเริ่มต้นโครงการ
คุณครูร่วมกันอภิปรายหัวข้อกับเด็ก ๆ เพื่อค้นหาประสบการณ์ที่เด็กมี สิ่งที่เด็กรู้แล้ว และสิ่งที่เด็กอยากรู้ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ และแสดงความเข้าใจแนวคิดที่เกี่ยวข้อง จากการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน คุณครูจะใช้คำถามถาม เพื่อกระตุ้นให้เด็กตอบคำถาม และทำจดหมายเกี่ยวกับหัวเรื่องการเรียนรู้ของโครงการส่งกับบ้านถึงผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ปกครองได้พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับหัวข้อนั้น ๆ และแบ่งปันความรู้ให้กับเด็ก ๆ เพื่อเด็กจะได้นำความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้รับมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ในห้องต่อไป
ระยะที่ 2 : การพัฒนาโครงการ
ขั้นตอนนี้จะเป็นการจัดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ทำงานภาคสนามและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เด็กสนใจเรียนรู้ โดยคุณครูจะเป็นผู้จัดหาทรัพยาการต่าง ๆ เช่น หนังสือ เอกสารงานวิจัย พร้อมทั้งแนะนำวิธีการตรวจสอบที่หลากหลายให้กับเด็ก เพื่อช่วยเด็กในการสืบค้นและรวบรวมข้อมูลด้วยวัตถุจริง เปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนมีส่วนร่วมในการเป็นตัวแทนของสิ่งที่เค้ากำลังสืบค้น และช่วยให้เด็กสามารถทำงานตามความสามารถของตัวเองได้ เช่น บางคนมีทักษะพื้นฐานด้านงานประดิษฐ์ การวาดภาพ การนำเสนอ และการเล่นละคร โดยคุณครูช่วยสนับสนุนให้เด็กได้ทำงานตามความถนัดของแต่ละคนผ่านการอภิปรายในห้องเรียน ซึ่งหัวข้อของ Mind Map ที่ออกแบบไว้ก่อนหน้า จะให้ข้อมูลย่อเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการด้วยค่ะ
เด็ก ๆ เรียนรู้และลงมือการดำนาด้วยตนเอง

ระยะที่ 3 : การสรุปโครงการ
เด็กและคุณครูร่วมกันจัดนิทรรศการ โดยให้เด็กแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับหัวข้อ Project Approach ให้เด็ก ๆ ช่วยกันอภิปรายถึงหลักฐานที่สืบค้น เปรียบเทียบการตั้งสมมุติฐานว่าตรงกันหรือไม่ เล่าเรื่องโครงการของพวกเขาให้ผู้อื่นฟัง โดยเน้นจุดเด่นของโครงการ คุณครูและผู้ปกครองช่วยเด็ก ๆ วางแผนการดำเนินการ พร้อมเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เด็ก ๆ ทำและค้นพบ อย่างเต็มความสามารถ ความสนุกสนาน ความกระตือรือร้นและความภูมิใจในตัวเด็กผ่านผลงานต่าง ๆ ทั้งนี้ครูควรบันทึกความคิดและความสนใจของเด็กในระหว่างการทำโครงการ เพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงทางความสนใจ ความรู้ และความคิดของเด็ก ๆ ว่าก่อนเริ่มโครงการและหลังจากสรุปโครงการมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเพื่อเป็นแนวทางในการหาหัวข้อของโครงการในครั้งต่อไป










ประเมินตนเอง : ตั้งใจฟังเพื่อนนำเสนองาน และเข้าเรียนตรงเวลาค่ะ

ประเมินเพื่อน : เพื่อนตั้งใจฟังเพื่อนแต่ละกลุ่มนำเสนอค่ะ

ประเมินอาจารย์ : อาจารย์จินตนาให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการสอนต่างๆได้เข้าใจเพิ่มมากขึ้นค่ะ

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562


บันทึกครั้งที่7
ความรู้ที่ได้รับ
👉 อาจารย์ให้นักศึกษาทำงานกลุ่มและนำเสนอในหัวข้อรูปแบบการสอน Project Approach (การสอนแบบโครงการ)

👉 วันนี้กลุ่มของดิฉันเลือกโปรเจกต์ รองเท้า

👉 ระยะที่ 1 การเริ่มต้นโครงกา











  ระยะที่ 2 การพัฒนาโครงการ





       ระยะที่ 3การสรุปโครงการ


                    
               

             👉 สารนิทัศน์ มี 5 ประเภท


1.การบันทึก
2.การถ่ายภาพ
3.การทำวิดีโอ                                       
4.การทำไดอะแกรมใยแมงมุม                                   
5.การสะท้อนตนเอง